ถังพ่นยาแบบมือโยก "สูบในไม่มีถังพัก"

  • ลักษณะการใช้งาน

ถังพ่นยาชนิดนี้เหมาะสำหรับพืชทรงพุ่มต่ำถึงปานกลางเลยหัวเล็กน้อย เนื่องจากไม่มีถังพักอากาศ กำลังในการฉีดจึงต่ำต้องปั๊มตลอดเวลา เพราะแรงดันจะตกเร็วมากหลังจากฉีดใช้งาน การโยกฉีดจะกินกำลังมาก โดยเฉพาะกระบอกสูบพลาสติก น้ำหนักเบาเนื่องจากมีกลไกลน้อย

  • การบำรุงรักษา

โดยส่วนใหญ่จะมีอาการรั่วซึมตามข้อต่อต่างๆเช่นรอยต่อระหว่างมือจับกับกระบอก,รอยต่อระหว่างยางกับแม่ปั๊ม โดยการเปลี่ยนโอริงตามรอยต่อ  หรือตัดยางในใส่แทนกรณีที่หาอะไหล่ไม่ได้ ส่วนกรณีมือโยกแตก น้ำรั่วตรงมือโยก ปลายหัวฉีดแตก น้ำไม่กระจายเป็นฝอย เกิดจากคุณภาพของวัสดุที่นำมาใช้ ต้องเปลี่ยนชิ้นใหม่

‼ถังรุ่นนี้จะเป็นรุ่นราคาถูกที่สุด มีตั้งแต่ 16-20 ลิตร!!

 

                                                                       ถังพ่นยาแบบมือโยก "สูบนอก มีถังพัก"

  • ลักษณะการใช้งาน

​​​​​​​ถังพ่นยาชนิดนี้เหมาะสำหรับพืชทรงพุ่มต่ำถึงปานกลางจนถึงเลยหัวพอสมควร เนื่องจากมีถังพักอากาศ จึงมีแรงดันสูงและแรงดันสะสมในระหว่างฉีดใช้งาน ไม่ต้องปั๊มตลอดเวลาเพราะมีถังพักอากาศเหมือนสูบรถจักรยาน การโยกฉีดจะกินกำลังมาก โดยเฉพาะกระบอกสูบเหล็ก ( ถังตราค้างคาวจากมาเลเซียจะเป็นทองเหลืองซึ่งมีค่าความฝีดน้อยกว่า ) ราคาสูงกว่าแบบแรกเล็กน้อย

  • การบำรุงรักษา​​​​​​​

                       1.   โดยส่วนใหญ่จะมีอาการรั่วซึมตามข้อต่อต่างๆเช่นรอยต่อระหว่างมือจับกับกระบอก,รอยต่อระหว่างยางกับแม่ปั๊ม โดยการเปลี่ยนโอริงตามรอยต่อ  หรือตัดยางในใส่แทนกรณีที่หาอะไหล่ไม่ได้

                       2.   หยอดน้ำมันหล่อลื่น เพียงเล็กน้อย "ปีละ 2-3 ครั้ง หรือน้ำมันหล่อลื่นในกระบอกสูบแห้ง"

                       3.   กรณีมีน้ำรั่วออกมาทางกระบอกสูบขณะโยก เกิดจากสองกรณี

                             -   เครื่องใหม่ เกิดจากการขันลูกยางให้เบ่ง แน่นกระบอกสูบเกินไปทำให้น้ำรั่วออกตามแกนสูบออกทางบ่าลูกยางบนและล่าง แก้ได้โดยคลายน๊อตใต้ลูกยางออก ให้ลูกสูบเบียดกระบอกสูบเล็ก                                   น้อย

                             -   เครื่องเก่า เกิดจากน้ำซึมออกจามผนังกระบอกสูบให้ขันนีอตใต้ลูกยางให้เบ่งออกอีกเล็กน้อย แล้วใส่น้ำมันหล่อลื่นลงไป

เครื่องจากมาเลเซียจะเป็นลูกยางดิบขนาดหนาและใหญ่ ลูกยางมีอายุการใช้งาน 3-5 ปี และไม่ความขันให้ลูกยางเบ่งมากจนรู้สึกฝึดในขณะโยก

การขันลูกยางให้เบ่งพอดีกับกระบอกสูบและหยอดน้ำมันหล่อลื่นสม่ำเสมอจะดีที่สุดสำหรับเครื่องกระบอกสูบนอก

 ส่วนกรณีมือโยกแตก น้ำรั่วตรงมือโยก ปลายหัวฉีดแตก น้ำไม่กระจายเป็นฝอย เกิดจากคุณภาพของวัสดุที่นำมาใช้ ต้องเปลี่ยนชิ้นใหม่( ของมาเลเซียจะหนาและทนทานกว่า สามารถใช้งานได้ถึง 5 ปี )

 

                                                                                       ถังพ่นยาแบตเตอรี่ 

     ลักษณะการใช้งาน  ถังพ่นยาชนิดนี้เหมาะสำหรับพืชทรงพุ่มต่ำถึงปานกลางจนถึงเลยหัวพอสมควร( กำลังพอๆกับรุ่นสูบข้าง )เนื่องจากใช้แบตเตอรี่และปั๊มไฟฟ้าเป็นตัวต้นกำลัง สามารถ ปรับกำลังในการใช้งานได้ ระยะเวลาการใช้งานต่อการชาร์ต 1 ครั้ง ขึ้นกับขนาดแบตเตอรี่ ซึ่งหมายถึงราคาของถังด้วย มีตั้งแต่ (8Ah -12Ah) และคุณภาพของแบตเตอรี่ แบตเตอรี่จะมีคุณภาพลดลงเรื่อยๆ ทุกครั้งที่ใช้งานจนถึงแบตเสื่อม ( แบตไม่เก็บไฟ หรือเก็บไฟได้น้อย) ถังรุ่นนี้จะมีน้ำหนักมากกว่าถังแบบมือโยก เนื่องจากผู้ใช้ต้องแบกแบตเตอรี่ไปทุกหนทุกแห่งแรกกับความสะดวกสบาย  ข้อควรระวังอีกอย่างคือ แบตหมดขณะพ่น อาจจะต้องเทน้ำยาหรือปุ๋ยที่เพิ่งผสมใหม่ๆ ทิ้งทั้งหมด เนื่องจากไม่สามารถหาที่ชาร์ตแบตได้ หรือ ซื้อแบตสำรองอีกลูก ถังพ่นยาชนิดนี้แพงกว่ารุ่นมือโยกอยู่เกือบเท่าตัว

การบำรุงรักษา  โดยส่วนใหญ่จะมีอาการรั่วซึมตามข้อต่อต่างๆเช่นรอยต่อระหว่างมือจับกับกระบอก,รอยต่อระหว่างยางกับแม่ปั๊ม โดยการเปลี่ยนโอริงตามรอยต่อ  หรือตัดยางในใส่แทนกรณีที่หาอะไหล่ไม่ได้ ส่วนกรณีมือโยกแตก น้ำรั่วตรงมือโยก ปลายหัวฉีดแตก น้ำไม่กระจายเป็นฝอย เกิดจากคุณภาพของวัสดุที่นำมาใช้ ต้องเปลี่ยนชิ้นใหม่

แบตเตอรี่ ควรศึกษาวิธีการชาร์ต จากคู่มือ หรือเวปไซด์ ให้เหมาะกับชนิตของแบตเตอรี่ที่ใช้ แบตเตอรี่บางรุ่น ใช้ให้หมด และชาร์ตกลับอย่างสม่ำเสมอ เพื่อยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ มิฉะนั้น ฤดูการหน้าพี่อาจจะต้องซื้อแบต หรือเครื่องใหม่ทุกครั้ง ถังชนิดนี้ตามความเห็นของผู้เขียนคือ ใช้งานต่อเนื่องไม่เหมาะกับการใช้งานตามฤดูการ( เช่นปีนึงใช้  3 เดือน )  ราคาแบตขึ้นอยู่กับความจุของแบต ตั้งแต่ 600-1000 บาท

 

                                                                                   ถังพ่นยาแบบเครื่องยนต์ 

ลักษณะการใช้งาน  ถังพ่นยาชนิดนี้เหมาะสำหรับพืชทรงพุ่มต่ำถึงทรงพุ่มสูงเนื่องจากใช้เครื่องยนต์เป็นตัวชับเคลื่อนปั้ม จึงมีกำลังในการฉีดแรง สามารถ ปรับกำลังในการใช้งานได้ เครื่องยนต์มีทั้งรุ่น 2 และ 4 จังหวะ ถังรุ่นนี้จะมีน้ำหนักมากกว่าถังแบบมือโยก เนื่องจากใช้เครื่องยนต์แรกกับความสะดวกสบาย แต่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและค่าเชื้อเพลิงในการใช้งาน ราคาถังพ่นยาแบบเครื่องยนต์ จะแพงกว่ารุ่นแบตเตอรี่ มีตั้งแต่หลักพันจนถึงหลักหมื่นแล้วแต่คุณภาพ

  • เครื่องยนต์ 2 จังหวะ จะใช้น้ำมันเครื่อง เบอร์ 30 หรือ ออโต้ลูป ผสมเข้าไปในน้ำมันเบนซินในอัตราส่วนที่ระบุไว้ตามคู่มือ ไม่ต้องเติมน้ำมันเครื่องเข้าไปในห้องเครื่องแต่อย่างใด ข้อดีของเครื่อง 2 จังหวะคือ มีกำลังสูง น้ำหนักเบา มีชิ้นส่วนน้อย ตัวเครื่องไม่จำเป็นต้องตั้งตรงขณะใช้งานเพราะน้ำมันหล่อลื่นถูกผสมเข้าไปพร้อมกับเชื้อเพลิง ข้อเสีย คือกินน้ำมันมากกว่าเครื่อง 4 จังหวะ มีควันไอเสียมาก และมีโอกาสหัวเทียนบอดเนื่องจากผสมน้ำมันเครื่องมากเกินไป หรือใช้รอบเครื่องต่ำเกินไปเป็นเวลานาน ทำให้มีน้ำมันหล่อลื่นเผาไหม้ไม่หมดค้างในกระบอกสูบ

 

  • เครื่องยนต์ 4 จังหวะ จะใช้น้ำมันเครื่องเบอร์ 30 ใส่ในห้องเครื่องเพื่อหล่อลื่น แล้วเติมนน้ำมันเบนซินใส่ถังแยกจากกัน ข้อดีของเครื่อง 4 จังหวะคือประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงมาก มีควันน้อย เพราะการเผาไหม้ของเครื่องยนต์สมบูรณ์กว่าเครื่อง 2 จังหวะ ข้อเสียคือ ขณะใช้งานเครื่องควรอยู่ในแนวระดับ ถ้าเครื่องเอียงจะทำให้เครื่องไม่สามารถดูดน้ำมันไปหล่อเลี้ยงชิ้นส่วนได้ เครื่องยนต์เกิดความเสียหาย

การบำรุงรักษา  หลังการใช้ควรปิดวาวน้ำมันและติดเครื่องยนต์จนน้ำมันในคาร์บูเรเตอหมดและเครื่องดับไปเอง น้ำมันที่ค้างอยู่จะทำความเสียหายต่อซีลยางและส่วนที่เป็นยางอื่นๆ ทำให้เครื่องสตาร์ทไม่ติด ต้องเปลี่ยนคาร์บูเรเตอใหม่